Bali 2009
Hong Kong 2010
Singapore 2010 (Universal Studios Singapore)
Nan-Chiangmai 2010
Chiangmai 2011
Japan 2011
Korea 2011

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[#443] Yokoso Japan :: #5 เที่ยวโตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด (ตอนจบ)

 

16-20 ต.ค. 2554
ปีที่ 8 ทริปที่ 100 ~Yokoso Japan


[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ

วันพุธ
19 ต.ค. 2554

Chiba - [Hotel] Wishton Hotel Yukari - Yukarigaoka - Tokyo - Nippori -
Harajuku - Meiji Jingu - Takeshita Dori - Omotesando - Kiddy Land - Shibuya - Ueno - Ameyoko -
Akihabara - Ginza - Ikebukuro - Sunshine City - Marugame Seimen Udon




[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ
ชิบูย่า ศูนย์กลางของแฟชั่นวัยรุ่นในญี่ปุ่น
@ Shibuya @

การเดินทางไป Shibuya
- JR สาย Yamanote ลงสถานี JR Shibuya
- Subway สาย Hanzomon หรือ Ginza ลงสถานี Shibuya
- Private Railway สาย Tokyu Toyoko หรือ Keio Inokashira ลงสถานี Shibuya

.
.

การเดินทางมาย่านชิบูย่า (Shibuya) สามารถเดินทางมาได้หลายวิธี
แต่จากย่านฮาราจูกุ (Harajuku) ที่ไปก่อนหน้านี้ เราสามารถเดินไปตามถนนเมจิ (Meiji Dori) เพื่อมายังชิบูย่าได้เหมือนกัน
(แต่ถ้าไม่อยากเดินก็กลับไปขึ้นรถไฟ JR Yamanote มาก็ได้ เพราะห่างกันเพียง 1 สถานีเท่านั้น)
เราก็เลยเลือกวิธีการเดิน เพราะไม่อยากเสียเวลาเดินย้อนกลับไปที่สถานีอีกครั้ง
ใช้เวลาเดินดูร้านค้าระหว่างทางบนถนนเมจิมาแบบเพลินๆ ราว 15 นาที เราก็มาถึงย่านชิบูย่า

แล้วเรามาที่นี่กันทำไม???
มาดูแยกวุ่นวาย??? มาดูคนเดินข้ามถนน??? มาดูรูปปั้นหมาฮาจิโกะ??? มาเดินเล่น??? มาช็อปปิ้ง???

ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาที่ชิบูย่านี้ นอกจากจะมาช็อปปิ้งแล้ว
ก็มักจะอยากมาดูบรรยากาศที่
แยกวุ่นวาย หรือสี่แยกที่อยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟชิบูย่า
ที่เป็นทางเดินข้ามแยกที่แสนจะวุ่นวาย และคราคร่ำไปด้วยผู้คน
และที่นี่เองก็เป็นจุดหมายแรกที่เราอยากไปดูให้เห็นกับตา

เดินตามถนนเมจิ พอมาถึงแยกวุ่นวายแล้ว เราก็ใช้เวลายืนดูบรรยากาศกันซักพัก
ก่อนจะเดินข้ามถนนไปยังร้านกาแฟ Starbucks Coffee ในห้างทสึทาย่า (Tsutaya) ที่อยู่ด้านหนึ่งของแยกแห่งนี้
หลังจากได้กาแฟลาเต้ตามสั่งแล้ว เราก็เดินขึ้นไปเลือกที่นั่งบนชั้นที่ 2 แล้วก็นั่งทอดอารมณ์ชมบรรยากาศในมุมสูงของแยกวุ่นวายกันต่อ

-:-วันพุธกลางสัปดาห์ บรรยากาศที่แยกวุ่นวายก็ไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



บรรยากาศของแยกวุ่นวาย คราคร่ำไปด้วยผู้คน
ที่หลังจากได้ลองไปเดินข้ามถนนที่แยกนี้แล้ว ต้องบอกว่าความมหัศจรรย์ของแยกนี้ก็คือ ต่อให้คนเดินข้ามถนนมากแค่ไหนก็ตาม
แต่เราก็สามารถเดินข้ามถนนได้โดยไม่มีการชนกันเลย ... amazing Japan จริงๆ

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ได้มาสัมผัสความวุ่นวายแล้วจ้า

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ใช้เวลานั่งดูบรรยากาศและถือโอกาสนั่งพักกันที่นี่ประมาณชั่วโมงกว่าๆ
เราก็ไปเดินเล่นสำรวจบรรยากาศร้านค้าย่านชิบูย่ากันต่อ

ย่านชิบูย่านี้นอกจากห้างสรรพสินค้าที่มีอยู่มากมายหลายห้างแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หรือสินค้าแฟชั่นประจำฤดูกาลต่างๆ
บรรยากาศก็คล้ายๆ กับสยามสแควร์บ้านเราไม่มีผิด

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



เปิดดูข้อมูลที่ตั้งของร้านขายรองเท้า Onitsuka Tiger
พร้อมดูแผนที่ย่านชิบูย่าที่ print มาจากเวปไซต์
www.tokyopocketguide.com
(เวปไซต์รวมแผนที่โตเกียวย่านต่างๆ)
จากนั้นเราก็เดินตามแผนที่ไปยังจุดหมายปลายทาง คือ ห้าง Parco 3 เพื่อตามล่าหารองเท้าพี่เสือน้อยกัน

-:- ระหว่างทางเดิน -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ต้องขอบคุณหนุ่มญี่ปุ่นที่ไม่เพียงแต่ช่วยบอกทาง แต่ยังพาเราเดินไปถึงที่อีกด้วย
(คนญี่ปุ่นใจดีที่สุดในโลกเลยค่า)

ถึงห้าง Parco 3 แล้ว ก็ตรงดิ่งไปที่ Onitsuka Tiger Shop ที่ชั้น B1 ที่เป็นจุดหมายของเรา
แต่หลังจากเข้าไปสำรวจดูรุ่นและราคารองเท้าแล้ว เห็นว่าไม่ต่างจากเมืองไทยและร้านที่ย่านชินจูกุเมื่อวานนี้
แถมยัง Made in Vietnam เหมือนที่เมืองไทย(อีกแล้ว) เราก็เลยบอกลาพี่เสือ แล้วก็ออกเดินกันต่อ

-:- ถ่ายรูปกับพี่เสือน้อยหน้าร้านเป็นที่ระลึก -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ


ตอนเดินกลับ เราใช้ถนนคนละเส้นกับตอนขามา เพื่อจะได้เดินดูบรรยากาศที่ต่างกันออกไป

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



เข้าซอยนั้น ออกซอยนี้ แล้วก็กลับมาที่ แยกวุ่นวาย กันอีกครั้ง
ก่อนจะข้ามแยกไปที่ด้านหน้าสถานีรถไฟชิบูย่า (Shibuya)

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



แวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ข้ามแยกจนมาถึงด้านหน้าสถานีรถไฟชิบูย่า ก็มองซ้ายมองขวาหา รูปปั้นหมาฮาจิโกะ (Hachiko)
หมายอดกตัญญูในตำนาน
ที่มารอรับเจ้านายที่สถานีรถไฟชิบูย่าทุกวัน
จนต่อมาในปี 1925 ที่
เจ้านายเสียชีวิต และไม่ได้กลับมาเจอกับฮาจิโกะ มันก็ยังมาเฝ้ารอรับเจ้านายอยู่ที่หน้าสถานีแบบนี้ทุกวัน

จนกระทั่งในปี 1935 มีคนไปพบเจ้าฮาจิโกะนอนตายในจุดที่มันมารอคอยเจ้านายของมันมานานกว่า 10 ปี
ต่อมาจึงได้มีการสร้างรูปปั้นของฮาจิโกะขึ้น เพื่อเป็นการยกย่องและรำลึกถึงความซื่อสัตย์ของมัน
ส่วนร่างของฮาจิโกะเองก็ถูกนำไปเก็บรักษาเอาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในกรุงโตเกียว

* จุดนี้ถือเป็นจุดนัดพบในย่านชิบูย่าอีกด้วย *

-:- รูปปั้นฮาจิโกะหน้าสถานีรถไฟชิบูย่า -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ตรงข้ามกับรูปปั้นฮาจิโกะ ก็จะเป็น โบกี้รถไฟสีเขียว ซึ่งเป็นรถไฟแบบเก่า
และสามารถเข้าไปนั่งเล่น นั่งพัก หรืออ่านหนังสือในด้านในได้ด้วย

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ถ่ายกับโบกี้รถไฟ ที่ด้านหน้ายังมีป้ายบอกชื่อสถานีต้นทางกับปลายทางที่รถไฟขบวนนี้เคยวิ่งอยู่ด้วย

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ก่อนบอกลาชิบูย่า ก็หันไปเก็บภาพที่แยกวุ่นวายกันอีกซักหน่อย

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



แล้วก็เดินเข้าไปด้านในสถานีชิบูย่า เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปกัน

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ
อุเอโนะ ย่านศิลปวัฒนธรรมและวัดพุทธ
@ Ueno @

การเดินทางไป Ueno
- JR สาย Yamanote ลงสถานี JR Ueno
- Subway สาย Ginza ลงสถานี Ueno (G15)
- Subway สาย Oedo ลงสถานี ueno (E09) เดินขึ้นไปตามถนน Ameyoko


อุเอะโนะ เป็นที่ตั้งของสถานที่ทางวัฒนธรรม เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว
หอศิลปะตะวันตกแห่งชาติ (โตเกียว ญี่ปุ่น) พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ รวมทั้งวัดทางพุทธศาสนาอีกหลายแห่ง
เช่น หอเบนเทนโด วัดคันเอจิ และศาลเจ้าโทโชงุ

.
.

จากชิบูย่า จริงๆ ตามแผนเราจะต้องเดินทางไปที่เมืองใหม่โอไดบะ (Odaiba) กันต่อ
แต่เนื่องจากเหนื่อยจากการเดินทางติดต่อกันมาหลายวัน แถมวันนี้ก็ตื่นค่อนข้างเช้ามาก พ่อตัวดีเลยออกอาการเพลียอย่างเห็นได้ชัด
ระหว่างนั่งรถไฟ JR สาย Yamanote เราก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนแผนกระทันหัน
แล้วก็ไปปลุกพ่อตัวดีที่หลับอยู่ ตอนที่รถไฟกำลังจะเข้าจอดที่สถานีอุเอโนะ (Ueno) แทน

อย่างที่เกริ่นไปว่าจริงๆ แล้วย่านอุเอโนะเป็นที่ตั้งของแหล่งวัฒนะธรรม และวัดพุทธอีกหลายแห่ง
รวมทั้งสวนอุเอโนะ (Ueno Park) ที่เป็นที่รู้จักกันดี เนื่องจากเป็น 1 ในสถานที่ฮานามิ (ชมดอกซากุระ) อันโด่งดัง
แต่สถานที่ที่เชิญชวนเรามาที่ย่านนี้ในวันนี้ กลับไม่ใช่ที่เราบอกมาทั้งหมด

แต่กลับเป็นถนนสายหนึ่งที่มีชื่อว่า ถนนอะเมโยโกะ (Aemyokocho)
ซึ่งเป็นถนนที่ตั้งอยู่เลียบทางรถไฟด้านทิศใต้ของสถานี JR Ueno ถึงสถานี Okachimachi เป็นถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้า แผงลอย รวมทั้งร้านอาหาร โดยเฉพาะซูชิในชามโต

-:- ถนนอีกเส้นที่ขนานกับถนนอะเมโยโกะ -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ออกจากสถานีรถไฟอุเอโนะ เราเดินออกจากสถานีจนกระทั่งเจอทางข้ามแยกที่มีป้ายบอกทางไปถนนอะเมโยโกะ
เราก็เลยข้ามถนนแล้วก็เดินไปตามป้าย แล้วก็เลี้ยวขวาไปตามทางก็จะเจอถนนอะเมโยโกะ

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ไปไหนต้องไม่พลาดถ่ายกับป้ายบอกชื่อสถานที่กันนะเรา

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



บรรยากาศบนถนนอะเมโยโกะ คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่มาเดินช็อปปิ้ง
กับสินค้ามากมายหลากหลาย ทั้งของกินและของใช้

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



อาหารทะเลสดๆ ชวนให้น้ำลายสอ ทั้งกุ้ง หอย ปู และปลา

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



เดินดูสินค้าบนถนนอะเมโยโกะกันไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับสอดส่ายสายตาหาร้านอาหารที่เป็น 1 ในร้านเป้าหมายของเราในทริปนี้
แต่เดินเท่าไหร่ก็ยังหาไม่เจอ แถมมาเจอทางแยกอีก ไม่แน่ใจว่าจะต้องเดินไปทางไหน
เราก็เลยต้องเดินเข้าไปถามคนญี่ปุ่นแถวนั้น โดยชี้ให้ดูชื่อของร้านบนกระดาษโน๊ตของเรา ถามไป 2-3 คนก็ยังไม่มีใครเข้าใจ
โชคดีที่คนสุดท้ายเข้าใจ แถมใจดีพาเราเดินไปที่ร้านที่ว่าอีกด้วย

กล่าวคำขอบคุณในภาษาญี่ปุ่นว่า อะริกาโตะ (Arigato) กับชายหนุ่มน้ำใจงามคนนั้น
ก่อนจะโค้งคำนับตามประเพณีของคนญี่ปุ่นไปอีก 1 ครั้ง ก่อนที่ชายคนนั้นจะเดินจากไป
แล้วเราก็หันไปหาที่นั่งภายใน ร้านมินาโตยะ (Minatoya) กัน

-:- หน้าร้านมินาโตยะ -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



มินาโตยะ เป็นร้านข้าวหน้าปลาดิบชื่อดังที่เราได้ข้อมูลมาจากเวปไซต์ pantip.com
สนนราคาข้าวหน้าปลาดิบร้านนี้ก็อยู่ที่ชามละ 500-1,000 เยน (ประมาณ 200-400 บ.-)
ซึ่งเป็นราคาที่ไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับคุณภาพและปริมาณ

เข้าไปถึงร้าน เราก็เดินเข้าไปดูป้ายเมนูพร้อมราคาที่อยู่หน้าร้านกัน
ก่อนจะเดินไปสั่งอาหารกับ พนง. พร้อมกับจ่ายเงิน แล้วก็กลับไปนั่งรอที่โต๊ะด้วยความหิว(จนแทบรอไม่ไหว)
รอกันซักพักเดียว อาหารที่สั่งไปก็มาเสริฟท์ หน้าตาน่าทานมากๆ

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ข้าวหน้าปลาแซลม่อน (ชามละ 500 เยน หรือ 200 บ.-)
ปลาแซลม่อนเนื้อหนาๆ โปะมาบนข้าวญี่ปุ่นปรุงรส อร่อยมากๆ สมกับที่รอคอยจริงๆ

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ส่วนของพ่อตัวดีเป็น ข้าวหน้าแซลม่อนรมย่างและปลาทูน่า (ราคา 500 เยน หรือ 200 บ.-)
หอมและอร่อย จนทานกันไม่เหลือ

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



อาหารอร่อย แถมราคาถูกแบบนี้ คราวหน้ามีโอกาสได้มาเที่ยวโตเกียวอีก
ก็คงต้องกลับมาทานอาหารที่นี่กันอีกแน่นอน

-:- จะได้ทานของโปรดแล้ว หน้าตามีความสุขมากๆ -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ
อะกิฮาบาร่า ศูนย์รวมสินค้าอิเล็คทรอนิคส์
@ Akihabara @

ทานข้าวหน้าปลาดิบกันจนอิ่ม เราก็ออกเดินไปตามถนนอะเมโยโกะกันต่อ
เดินกันไปเรื่อยๆ ผ่านสถานี Okachimachi ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของถนนคนเดินแห่งนี้
เลยไปอีกไม่ไกล เราก็จะมาถึง อะกิฮาบาร่า (Akihabara) ซึ่งเป็นศูนย์รวมสินค้าอิเล็คทรอนิคส์
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ เกมส์ โทรศัพท์มือถือ และสินค้าไอทีต่างๆ มากมาย

เราไม่ค่อยสนใจสินค้าในย่านนี้ซักเท่าไหร่ แต่พ่อตัวดีขอใช้เวลาเดินดูหูฟังกับสินค้าอิเล็คทรอนิคส์
เราก็เลยปล่อยให้ฮีไปเดินคนเดียว ส่วนเราไปเดินเล่นรอที่ร้าน Uniqlo ในละแวกนั้นแทน

สำหรับราคาของ Uniqlo อย่างเสื้อตัวละ 390 บ.- ในช็อบที่เมืองไทย
ราคาที่ญี่ปุ่นก็ตกตัวละ 1,000 เยน คิดเป็นเงินไทยตามเรทที่แลกไปแล้วก็ตกตัวละ 404 บ.-
(อัตราแลกเปลี่ยนเงินจากร้าน Super Rich 15 พ.ย. :: 100 เยน = 40.4 บ.-)
ซึ่งเป็นราคาที่แพงกว่า แถมสินค้าก็ Made in China เหมือนกันอีกด้วย เราก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาเลยจ้ะ

-:- ร้านค้าในย่านอะกิฮาบาร่า -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



พ่อตัวดีไปเดินดูสินค้านานประมาณครึ่งชั่วโมงก็กลับมาเจอกัน
จากสถานีรถไฟอะกิฮาบาร่า เราก็ไปกันต่อ

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ
กินซ่า แหล่งช็อปปิ้งหรูหราใจกลางโตเกียว
@ Ginza @

การเดินทางไป Ginza
- JR สาย Yamanote ลงสถานี JR Yurakucho เดินประมาณ 5 นาที
- Subway สาย Ginza ลงสถานี Ginza (G09) หรือสาย Hibiya ลงสถานี Ginza (H08)
- Subway สาย Yurakucho ลงสถานี Ginza 1-Chome (Y19)
- Subway สาย Marunouchi ลงสถานี Ginza (M16)

กินซ่า เป็นย่านช้อปปิ้งที่เก่าแก่ และเป็นย่านที่คนญี่ปุ่นภูมิใจมานมนาน
เนื่องจากสมัยก่อนชื่อย่านนี้เป็นย่านขายเครื่องเงินและกิโมโนในสมัยก่อน คนที่มาเดินซื้อของในย่านนี้ถือว่าเป็นพวกที่มีเงินมากพอสมควร
ปัจจุบันย่านกินซ่ายังคงเป็นแหล่งช้อปปิ้งสำหรับคนมีสตางค์เยอะๆ
หมายถึงย่านขายของดีมีคุณภาพ สินค้าแบรนด์ต่างๆ

.
.

จากอะกิฮาบาร่า เราก็มาต่อกันที่ย่านกินซ่า (Ginza)
ย่านนี้มีช็อปแบรนด์เนมมากมายไม่ว่าจะเป็น Hermes, LV หรือ Chanel


[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



บรรยากาศร้านค้าแบรนด์เนมระหว่างทางเดิน

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



วันที่เราไปคือ วันที่ 19 ต.ค.
ซึ่งเป็นช่วงที่ Apple เพิ่งวางขาย Iphone 4S ที่ญี่ปุ่นไปได้ไม่กี่วัน (วางขาย 14 ต.ค.)
เราก็เลยได้ทันเห็นบรรยากาศการต่อแถวเพื่อเข้าไปจับจองเป็นเจ้าของด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย
(ผิดกับตอนที่ DTAC วางขาย Iphone ราคาถูกในเมืองไทยที่มีจราจลเล็กๆ)
ต้องยอมรับและนับถือในความเป็นระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่นซะจริงๆ

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



มาย่านนี้แล้วได้แต่เดินดูบรรยากาศแบบ Windows Shopping
เพราะไม่ใช่คนใช้ของแบรนด์เนมราคาแพงแบบนี้เท่าไหร่

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



เดินผ่านถนนนั้น ตัดออกถนนนี้จนมาถึงตึก Wako ซึ่งถือเป็นโลโก้ของกินซ่า
ที่ตั้งอยู่หัวมุมสี่แยกใหญ่ (Ginza 4-Chome)

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



เดินดูร้านค้าในย่านกินซ่าจนทั่วแล้ว
เราก็เดินกลับไปขึ้นรถไฟที่สถานีกินซ่าเพื่อไปยังจุดหมายต่อไปกัน

-:- ชานชาลาสถานีกินซ่า -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ
อิเคบุคุโระ ย่านช็อปปิ้งที่มีครบทุกอย่าง
@ Ikebukuro @

อิเคบุคุโระ 
คล้ายชินจูกุตรงที่มีห้างต่างๆ รายล้อมสถานีรถไฟ ที่เราสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หนังสือ และสินค้าเบ็ดเตล็ด

.
.

เป็นเพราะว่าวันนี้เราออกจากโรงแรมกันแต่เช้า แถมไม่ได้ไปเที่ยวเมืองใหม่โอไดบะกันตามแผนเดิม
เราก็เลยเหลือเวลากันค่อนข้างมาก ทั้งๆ ที่แต่ละที่ เราเผื่อเวลาไว้อย่างน้อย 1.5-2 ชม.
เพื่อที่จะได้เดินในย่านต่างๆ กันได้อย่างเต็มที่ แต่จนถึงตอนนี้ก็เพิ่งจะเป็นเวลาราว 6 โมงเย็นเท่านั้น
เราก็เลยต้องมานั่งคิดว่าจะไปที่ไหนกันต่อดี สุดท้ายเราก็เลยเลือกมาที่ย่านอิเคบุคุโระกัน

มาถึงสถานีอิเคบุคุโระ (Ikebukuro) ก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นสถานีที่ใหญ่เลยทีเดียว เพราะมีทั้งทางแยก และร้านค้าเต็มไปหมด
ไม่มีแผนที่และข้อมูลมากนัก ก็เลยไม่รู้ว่าต้องเดินออกไปทางไหน
ก็เลยต้องเลือกเดินออกไปซักทาง สุดท้ายเลยเลือกเดินออกทางห้าง Seibu กัน

-:- ถ่ายรูปกับป้ายสถานีรถไฟทุกที่ที่ไป -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



โชคดีที่วันนี้เปิด 1-Day Data Roaming ของ AIS กันไว้ ก็เลยได้ใช้เนตที่มีหาข้อมูลที่กินที่เที่ยว
เดินออกมาถึงด้านหน้าห้าง Seibu พร้อมข้อมูลร้านอาหารสำหรับเย็นนี้ แต่ก็ไปกันไม่ถูก เพราะไม่ได้เตรียมแผนที่มาด้วย
ก็เลยต้องอาศัยโปรแกรม GPS นำทางที่มีอยู่นำทาง

เดินดูบรรยากาศร้านค้าต่างๆ ระหว่างทางเดิน
โดยมีปลายทางที่ ตึกซันชายซิตี้ (Sunshine City) ที่เป็นที่ตั้งของร้านอาหารมื้อเย็นของเรา

มาถึงตึก เราก็ลงไปที่ชั้น B1 ด้านล่าง
เดินเข้าไปด้านในแล้ว ถึงได้รู้ว่าที่ชั้นนี้เต็มไปด้วยร้านขายของต่างๆ มากมาย ทั้งร้านเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า รวมทั้งร้าน 100 เยนก็มี
แต่ที่นอกเหนือความคาดหมายก็คือ มี Disney Store ตั้งอยู่ที่นี่ด้วย
ไม่รอช้า เรารีบเดินเข้าไปด้านในเพื่อดูสินค้าของดีสนี่ย์กันเลย

-:- ถ่ายรูปกับพี่มิคกี้และน้องมินนี่กันซะหน่อย -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



มีแต่สินค้ากระจุกกระจิกน่ารักๆ ยั่วกิเลสเต็มไปหมด
เดินดูโน่นนี่ เราก็ไปสะดุดตาเข้ากับเสื้อกันหนาวลายดีสนี่ย์อยู่ตัวหนึ่ง เสียดายที่ไม่มีไซค์
สุดท้ายก็เลยต้องเดินออกจากร้านมามือเปล่ากันเหมือนเดิม

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ออกจากดีสนี่ย์สโตร์ก็เดินกันต่อ แต่ยังไงก็ยังหาร้านอาหารที่หาข้อมูลมาไม่เจอซักที
พอเจอจุด Information ก็เลยเดินเข้าไปถาม โดยเราได้เปิดหน้าเวปไซต์ที่มีรูปร้านอาหารให้ พนง. ดู
พนง. ทำหน้ายิ้มๆ แล้วก็เอาแผนที่ออกมากาง พร้อมชี้จุดให้เราดู

เดินตามทางที่ พนง. บอก เราก็มาถึง ร้านมารุกาเมะ เซเมง (Marugame Seimen Udon)
ที่เป็นร้านอุด้งที่มีชื่อเสียงและมีสาขามากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นกว่า 500 สาขา

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



เมนูอุด้งที่นี่น่าสนใจ ก็ตรงที่มีอุด้งให้เราเลือกทานระหว่างแบบ ร้อนหรือเย็น
(ในการทานอุด้ง จะนิยมทานร้อนในฤดูหนาว และทานเย็นในฤดูร้อน)
ยืนดูเมนูแล้วก็สั่งกันไป ระหว่างที่รอ เราก็สามารถยืนดูพ่อครัวเค้าก็ทำไปได้ด้วย

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



เส้นอุงด้งเหนียวนุ่ม ขาวอวบ

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ได้อุด้งคนละชามแล้ว ก็เดินไปเลือก Topping ที่เป็นพวกของเทมปุระหรือของทอดต่างๆ
ที่มีทั้งเนื้อสัตว์และผักต่างๆ เช่น กุ้ง ปลาหมึก ชิกูวะ หรือผักรวม ซึ่งมีราคาต่างกันออกไป
หยิบเสร็จแล้วก็ไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะ

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



และนี่ก็เป็นอุด้งที่เราสั่งกันมา

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



เลือก Topping กันมาเยอะเลย

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ชามนี้ของเรา เป็นอุด้งร้อน เวลาทานก็บีบมะนาวลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติด้วย

หลังจากได้ทานแล้ว รสชาติอาจจะไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าเดินกันจนเหนื่อยหรือเปล่านะเนี่ย
แต่ตั้งใจว่า เดี๋ยวจะต้องไปลองชิมกันอีกครั้ง เพราะตอนนี้ได้ข่าวมาว่า
เดือนธันวาคมนี้ ร้านนี้จะมาเปิดให้บริการที่เมืองไทยกันแล้ว คงต้องไปลองชิมเมนูอื่นกันซะหน่อย

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ทานเสร็จก็เดินเล่นกันต่อในย่านอิเคบุคุโระกันต่อ
ระหว่างทางก็แวะซื้อของที่อยากได้จากร้าน Matsumoto Kiyashi กับร้าน Donki ในย่านนี้เป็นการเก็บตก
ก่อนจะกลับไปที่สถานีเพื่อขึ้นรถไฟกลับโรงแรม

-:- ชานชาลาสถานีรถไฟอิเคบุคุโระ -:-
[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



จากสถานีอิเคบุคุโระ เราขึ้นรถไฟ JR สาย Yamanote กลับมาที่สถานีนิปโปริ (Nippori)
เพื่อมาเปลี่ยนเป็นรถไฟสาย Keisei ที่เป็นรถไฟสายเดียวกับที่พาเราเข้าเมืองโตเกียวมาเมื่อเช้านี้
หลังจากซื้อตั๋วแล้ว เราก็ขึ้นไปรอรถไฟที่ชานชาลาสถานี

ระหว่างรอ ก็คอยมองดูหน้าจอมอนิเตอร์ที่อยู่บริเวณชานชาลา ก็เห็นว่ารถไปที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นขบวนแบบ Local
ซึ่งอย่างที่บอกไปเมื่อตอนขามาแล้วว่า เราไม่ควรเลือกนั่งขบวนแบบนี้
เพราะจะทำให้เสียเวลาในการเดินทางมากเดินความจำเป็น เนื่องจากรถไฟแบบนี้จะจอดทุกสถานี

ซึ่งอันนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะว่าเราก็คงรอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอขบวนที่เป็น Rapid หรือ Unlimited
แต่ปัญหาใหญ่ที่เราเพิ่งนึกได้ คือ ขบวนรถไฟแต่ละขบวนไม่ได้วิ่งไปถึงสถานีที่เราจะไปได้ทุกขบวน
แล้วมันก็เลยเป็นปัญหา เพราะว่าคืนนี้เรากลับมาถึงสถานีเร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้กว่า 1 ชม.
ทำให้เราไม่แน่ใจว่ารถไฟที่จะไปถึงสถานี Yukarigaoka ได้นั้น จะต้องเขียนว่าปลายทางสิ้นสุดที่ไหน

คือถ้าเรามาถึงสถานีตามเวลาที่ในแผนเดิม คือ เวลาราวๆ 4 ทุ่ม
จากเวป hyperdia.com ที่เราหาข้อมูลตารางเวลารถไฟไว้ ก็บอกไว้ว่า
ให้เราขึ้นรถไฟขบวนที่มาถึงในเวลา 22.11 น. หรือ 22.38 น. ที่เป็นขบวน Rapid เพื่อกลับไปยังโรงแรม
แต่นี่พอเรามาถึงที่สถานีเร็วกว่าที่วางไว้ เราก็เลยเกิดอาการ งง!!! ว่า
แล้วเราจะต้องขึ้นรถไฟขบวนไหน??? เพื่อกลับไปให้ถึงโรงแรมของเรา

สุดท้ายก็ต้องเพิ่งวิธีเดิม คือ ถามคนญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ติดกัน
แถมไปทักเค้าว่า สุมิมาเซง (Sumimasen แปลว่า ขอโทษ) ในระยะกระชั้นไปหน่อย
จนเค้าถึงกับต้องลุกหนีไปตั้งหลัก ก่อนจะเดินกลับมาให้เราถาม
เราก็เลยถามเค้าไปว่า เราต้องการจะไปลงที่สถานี Yukarigaoka เราต้องขึ้นขบวนที่บอกสถานีปลายทางที่ไหน???

แต่ด้วยความที่ระบบรถไฟของญี่ปุ่นค่อนข้างซับซ้อน ขนาดว่าคนญี่ปุ่นเองยังต้องพกแผนผังระบบรถไฟไว้กับตัว
และถึงจะเปิดเพื่อดูแล้วก็ตาม ชายคนที่เราถาม เค้าก็ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องขึ้นขบวนไหน แล้วชายคนนั้นก็เดินจากไป
จนเราคิดว่าเค้าคงไปแล้วไปเลยแน่ๆ แต่พักใหญ่ๆ เค้าก็กลับมา
(เหมือนกับช่วงที่หายไปเค้าไปถามข้อมูลมาให้)
พร้อมกับยื่นโน๊ตเล็กๆ ว่าให้เราขึ้นรถไฟขบวนในเวลา 3 ทุ่มกว่าๆ ขบวนหนึ่ง แล้วเราก็จะถึงสถานีที่ว่า

เรากล่าวคำว่า อาริกาโตะ (Arigato แปลว่า ขอบคุณ) ในขณะที่เค้ากำลังวิ่งเข้าไปยังขบวนรถไฟ
ก่อนที่ขบวนรถไฟขบวนนั้นจะออก เค้าก็หันมามอง พร้อมโบกมือให้ ในตอนเดียวกับที่เรากำลังโค้งคำนับเพื่อขอบคุณเค้าอีกครั้ง

จากนั้นเราก็หันกลับไปนั่งเฝ้ารอดูขบวนรถไฟเวลาที่ชายคนนั้นจดให้
แต่หลังจากจอมอนิเตอร์แสดงรายละเอียดของรถไฟขบวนนั้นแล้ว เราเห็นว่าเป็นขบวนแบบ Local ก็เลยไม่ได้ขึ้นไป
แต่รอจนถึงเวลาที่เราวางแผนไว้แต่เดิม คือ ขบวนเวลา 22.11 น. ซึ่งเป็นขบวนแบบ Rapid
(เท่าที่หาข้อมูล ถึงรถไฟขบวน Local จะออกเร็วกว่าเป็นชั่วโมง แต่ขบวนแบบ Rapid หรือ Ltd. Exp.
ก็จะถึงสถานีปลายทางเร็วกว่าแน่นอน)

ประมาณ 23.30 น. เราก็เดินทางกลับมาถึงสถานีรถไฟปลายทางที่สถานี Yukarigaoka กันอีกครั้ง
พร้อมกับความโล่งใจ และนึกขอบคุณเวปไซต์ hyperdia.com
และความตรงต่อเวลาของขบวนรถไฟในประเทศญี่ปุ่น ที่ถือว่าเป็นที่สุดของความมหัศจรรย์
จนทำให้เราเกิดความมั่นใจว่า ยังไงถ้าเราได้กลับรถไฟเที่ยวเดียวกับที่หาข้อมูลไว้
เราจะไม่มีวันหลงทางเด็ดขาด

.
.

กลับมาถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพ พร้อมๆ กับควาฉงนในตัวเองเล็กๆ
เพราะว่าวันนี้เราสามารถเดินทางไปไหนต่อไหนในเมืองโตเกียวกันได้อย่างง่ายๆ
จนตัวเองก็แปลกใจว่า มันจะง่ายเกินไปหรือเปล่า???

ตอนแรกยังคิดว่า ช่วงแรกๆ คงจะต้องยืนร้องไห้เพราะไม่รู้จะไปทางไหนกันซะแล้ว
แต่กลับกลายเป็นว่า การเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟในเมืองโตเกียวง่ายกว่าที่คิด
แล้วเราก็สามารถเดินทางไปไหนต่อไหนกันได้อย่างสะดวกและสบายจนคาดไม่ถึง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากการเตรียมตัวทำการบ้านไปก่อนล่วงหน้าแล้ว
ก็ต้องยกความดีให้กับเวปไซต์ hyperdia.com ที่ช่วยทำให้การวางแผนท่องเที่ยวเป็นไปได้ง่ายๆ
และยังต้องยกนิ้วให้กับความเที่ยงตรงของขบวนรถไฟในประเทศญี่ปุ่น ที่มาได้ตรงเวลาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เพราะตอนแรกพ่อตัวดียังถามอยู่ว่า ถ้าขบวนที่มาในเวลา 22.11 หรือ 22.38 น. ตามที่หาข้อมูลมาไว้นั้น
ไม่ใช่ขบวนแบบ Rapid จะว่ายังไง???
เราจำได้เลยว่า เราตอบฮีกลับไปด้วยความมั่นใจเกินร้อยว่า ไม่มีทาง มันจะต้องใช่อย่างแน่นอน
เพราะจากข้อมูลที่อ่านมา ไม่มีข้อมูลไหนเลยที่เคยระบุว่ารถไฟในประเทศญี่ปุ่นไม่ตรงเวลา

การท่องเที่ยวทั้งที่ตามแผนและนอกแผนของเราในวันนี้ เลยจบลงได้เป็นอย่างดี
และด้วยความประทับใจกับทริปที่มีปลายทาง คือ ประเทศญี่ปุ่น 1 ในจุดหมายปลายทางในฝัน
ที่วางแผนกันมาหลายปี ผลัดกันไปหลายหน

แต่ในที่สุดเราก็ได้มาเยือน "ญี่ปุ่น"
ประเทศที่มีการอนุรักษ์และผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม และความเจริญทางเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว
เมืองที่ไม่ว่าใครจะไปเยือน ก็จะต้องทิ้งหัวใจไว้ที่นั่น แล้วพกกลับมาแต่ความประทับใจเกินร้อย
สัญญากับตัวเองไว้ว่า เราจะต้องกลับไปญี่ปุ่นกันอีกแน่นอน

พรุ่งนี้ต้องกลับเมืองไทยแล้ว แถมวันนี้เหนื่อยกันมาทั้งวัน คืนนี้ขอนอนหลับให้เต็มอิ่มซะหน่อยแล้วกัน

ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ คืนสุดท้าย ณ เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น


.
.

วันพฤหัสบดี
20 ต.ค. 2554



เราตื่นกันตามปกติในเวลา 6 โมงเช้า ก่อนจะเก็บเก็บสัมภาระ แล้วลงไปทานอาหารเช้า
และขึ้นรถบัสของโรงแรมตรงไปยังสนามบิน

บนรถบัส ก่อนจะถึงสนามบิน เราหันไปบอกพ่อตัวดีว่า ลืมกระเป๋าสะพายที่จะใช้ใส่ของช็อปปิ้งที่สนามบินไว้ที่โรงแรม
แต่บอกพ่อตัวดีไปก็คิดว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยแจ้งทางไกด์ให้ช่วยตามให้อีกที เพราะไม่ใช่ของสำคัญ
ซักพักเดียว พ่อตัวดีหันมาบอกเรากลับว่า ลืมกระเป๋าเงินกับแหวนไว้ที่โรงแรม
ช็อค
... ใจเต้นตึกๆ ทำไงกันดี กระเป๋าจะหายมั๊ย??? สารพัดที่จะคิด

ถึงสนามบิน ลงจากรถได้ ก็รีบวิ่งไปบอกไกด์ให้ช่วยเช็คที่โรงแรมให้หน่อย
เพราะพ่อตัวดีวางลืมไว้ที่โต๊ะในห้อง คิดไว้ว่ากระเป๋าน่าจะอยู่ ไม่น่าจะหายนะ แต่ก็ยังเครียดอยู่ดี
อารมณ์ที่ว่าจะมาลั๊ลลา ช็อปปิ้งให้สนุกต่อที่สนามบินก็หมดกัน

ประมาณครึ่งชั่วโมง ไกด์เดินมาบอกว่า ทางโรงแรมเจอกระเป๋ากับแหวนแล้ว
พี่ดา ไกด์สาวของเราบอกว่าจะฝากไกด์อีกกรุ๊ปที่กลับพรุ่งนี้กลับมาให้ที่เมืองไทย แล้วก็ให้เบอร์ติดต่อไกด์คนนั้นมา
แล้วก็บอกเที่ยวบินที่ให้เราไปรอพรุ่งนี้ ... โล่งอกไปซะที

เป็นเรื่องที่ตื่นเต้นที่สุด ตั้งแต่เที่ยวกันมาเลยนะเนี่ย
ลืมอะไรไม่ลืม ดันมาลืมกระเป๋าเงิน
โชคดีที่ลืมไว้ที่ญี่ปุ่น ถ้าเป็นประเทศอื่น ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะได้คืนมั๊ย
ขอบคุณพี่ดามากๆ นะคะ ที่เป็นธุระจัดการให้จนได้กระเป๋าคืนมา



[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ  [ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ
สนามบินนานาชาตินาริตะ
@ Narita International Airport @

หลังจากได้รับข่าวดีแล้ว ก็อารมณ์ดีขึ้นเยอะ พอผ่านด่าน ตม. มาได้
ก็เลยได้เวลาไปช็อปปิ้งกันต่อ
เราแวะซื้อบรรดาของฝากที่ Fa So La Tax Free AKIHABARA กันก่อนไปขึ้นเครื่อง

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



ไม่ลืม Tokyo Banana ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นของฝากขึ้นชื่อของเมืองโตเกียว
เอากลับไปทั้งทานเอง และเป็นของฝาก

[ 443] Yokoso Japan 5 เที่ยว ตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด ตอนจบ



แล้วก็ได้ Royce Chocolate ช็อคโกแล็ตสดสุดอร่อย ที่ขายอยู่ที่ร้านค้าหน้า Gate 74 ใน Terminal 2
นอกนั้นก็ได้ Kit Kat ชาเขียว, ขนมโมจิ, พวงกุญแจ แล้วก็หูฟังของพ่อตัวดีกลับมา

เวลา 11.30 น. เที่ยวบินที่ 8B 089 ของสายการบิน Business Air ก็พาเราเหินฟ้า
และกลับถึงเมืองไทยในเวลา 16.55 น. โดยสวัสดิภาพ



Special Thanks
พี่ดา ไกด์สาวจาก Smiling Group ที่ช่วยให้ข้อมูลดีๆ และบริการที่เอาใจใส่ลูกทัวร์ตลอดการเดินทาง
แถมยังช่วยตามเรื่องอย่างเต็มที่ จนเราได้กระเป๋าเงินและแหวนคืนมา

คนญี่ปุ่น ที่สุดแสนจะใจดีทุกคน ที่ช่วยบอกและนำทางไปยังจุดหมาย ทำให้เราไม่ต้องหลงทางเสียเวลา
(จริงๆ เวลาไปตามย่านต่างๆ ไม่ใช่ว่าเราจะดูแผนที่กันแล้ว เดินไปได้ถูกตลอดนะคะ
แต่เราอาศัยถามทางคนญี่ปุ่นที่อยู่แถวนั้น เพราะไม่อยากเสียเวลาหาเองค่ะ)

เป็นอีก 1 ทริปการเดินทางที่แสนประทับใจ กับหนึ่งปลายทางในฝัน
mata aimashou แล้วเจอกันใหม่นะ "ญี่ปุ่น"

     Share

<< [#442] Yokoso Japan :: #4 เที่ยวโตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด[#444] Winter in Korea :: #1 เหตุเกิดจาก SMS >>

Posted on Mon 28 Nov 2011 11:14

 

 

 

[#448] ประมวลเรื่องราวดีๆ และทริปท่องเที่ยวตลอดปี 2554(2011)
[#447] เขาใหญ่ ~อากาศดีๆ กับอาหารอร่อยๆ
[#446] Winter in Korea :: #3 ลานสกี & ช้อปปิ้ง
[#445] Winter in Korea :: #2 ป้อม .. วัด .. & สวนสนุก
[#444] Winter in Korea :: #1 เหตุเกิดจาก SMS
[#443] Yokoso Japan :: #5 เที่ยวโตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด (ตอนจบ)
[#442] Yokoso Japan :: #4 เที่ยวโตเกียวเองไม่ยากอย่างที่คิด
[#441] Yokoso Japan :: #3 Asakusa Kannon Temple - Imperial Palace - Shinjuku
[#440] Yokoso Japan :: #2 Mt. Fuji 5th Station - Tokyo
[#439] Yokoso Japan :: #1 Yokohama - Hakone - Owakudani - Gotemba Outlet
[#438] The Cinnamon Art Resort and Spa @Koh Mak, Trad


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

โว้ว ขอบคุณมากคับสำหรับการรีวิว
ภาพสวย ข้อมูลก็ค่อนข้างแน่นดีเลยทีเดียว
กำลังมีแผนจะไปเที่ยวโตเกียวเหมือนกันคับ แต่ยังมึนๆกับช่วงเวลาและสถานที่ พอเจอโพสนี้ ยิ้มออกเลย ขอบคุณมากๆเลยจริงๆคับ (^W^)
Kejikung   
Tue 30 Jul 2013 13:09 [4]

เห็นตรงรูปปั้นน้องหมาฮาจิโกะ พลอยทำให้นึกถึงเรื่องฮาชิคะคุณตุ๊ก น้ำตาท่วมจอเลยคะ สงสารมากๆ
ตอนนี้กำลังชวนคุณชายเหมือนกันคะ ว่าอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นโดยไม่ง้อทัวร์
เห็นคุณตุ๊กกับพ่อตัวดีไปแล้วอยากตามรอยอีกแล้ว อิอิ ตามรอยตลอดเลยคะ ^__^
natalienat   
Thu 15 Dec 2011 10:46 [3]

ตามจนจบทริปแล่นคะ อ่านเพลินไปเลย แต่ยั่วน้ำลายมากกกกกว่า ของกินก็น่าทาน ปล.ขอบคุณพี่ตุ๊กสำหรับรูปสวยๆ และประวัติของแต่ละที่ด้วยนะคะ ^^
poppy   
Sat 10 Dec 2011 15:59 [2]
 

ชอบมิคกี้ มินนี่ สองตัวนั้นอ่ะ พี่ตุ๊กๆ

(ลืมอย่างอื่นที่จะเม้นเลย) อ๊ากก

คิดถึงๆ ค่ะ ฝันดีนะค๊าป
calypso   
Fri 25 Nov 2011 23:15 [1]

 

 

Theme by : tarn & youhowto